แสนสิริ, แสน, สิริ, โหม, ปั๊ม, ตลาด, ต่างชาติ, ญี่ปุ่น-ดูไบ

เศรษฐกิจ  :  14 ก.พ. 2560

แสนสิริโหมปั๊มตลาดต่างชาติ

รุกดึง“ญี่ปุ่น-ดูไบ”ซื้อคอนโด

แสนสิริลุยเปิดคอนโด 8 โครงการในปีนี้ ผุดทำเลใหม่ย่านเพชรเกษม-สาทร ตั้งลุ้นกวาดยอดขาย 2.1 หมื่นล้าน เล็งขยายฐานลูกค้าชาวต่างชาติจับกลุ่มใหม่ “ญี่ปุ่น-ดูไบ”

นายอุทัย อุทัยแสงสุข รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส สายงานพัฒนาธุรกิจและพัฒนาคอนโดมิเนียม บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ในปีนี้บริษัทมีแผนพัฒนาคอนโดมิเนียมใหม่ 8 โครงการ มูลค่ารวม 22,000 ล้านบาท แบ่งเป็นในกรุงเทพฯ 6 โครงการ และต่างจังหวัด 2 โครงการ โดยจะมีการเปิดตัวโครงการระดับไฮเอนด์ในสัดส่วนที่มากขึ้น เป็นทำเลใจกลางเมืองย่านธุรกิจ 2 ทำเล คือ สุขุมวิท และทองหล่อ รวมทั้งจะมีทำเลใหม่ที่เป็นไฮไลท์ที่บริษัทไม่เคยเปิดตัวมาก่อน เช่น เพชรเกษม และสาทร ขณะเดียวกันยังเตรียมเปิดตัวดีคอนโด แคมปัส ซึ่งเป็นคอนโดมิเนียมพร้อมอยู่ราคา 1-3 ล้านบาท ในทำเลใหม่ที่ได้รับการตอบรับที่ดีจากลูกค้าด้วย ส่วนตลาดต่างจังหวัดจะเปิดคอนโดมิเนียมในจังหวัดที่มีความต้องการอย่างเชียงใหม่

“บริษัทตั้งเป้ายอดขายคอนโดมิเนียมในปี 2560 ไว้ที่ 21,000 ล้านบาท รวมทั้งประมาณการรายได้คอนโดมิเนียมไว้ที่ 13,000 ล้านบาท หรือคิดเป็น 36% จากยอดขายรวมทั้งปี 36,000 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าน่าจะได้ยอดขายคอนโดมิเนียมได้ตามเป้า นอกจากนี้ยังสานต่อความสำเร็จโครงการคอนโดมิเนียมคุณ บาย ยู อินสไปร์ บาย สตาร์ค บนใจกลางทองหล่อ ซึ่งปัจจุบันโกยยอดขายไปแล้วถึงกว่า 65%” นายอุทัยกล่าว

สำหรับการรุกทำการตลาดเจาะกลุ่มลูกค้าต่างชาตินั้น ในปีนี้จะขยายตลาดมากขึ้น ด้วยการเจาะกลู่มลูกค้าใหม่ ญี่ปุ่น และดูไบ และขยายฐานลูกค้าเดิมอย่างลูกค้าชาวจีน ฮ่องกง ไต้หวัน และสิงคโปร์เพิ่มมากขึ้น ซึ่งในเดือนมีนาคมนี้ ได้เตรียมแกรนด์ โอเพนนิ่ง เดอะ ไลน์ 2 โครงการ คือ เดอะ ไลน์ พหลฯ–ประดิพัทธ์ และ เดอะ ไลน์ สุขุมวิท 101 เต็มรูปแบบใน 4 ประเทศ ได้แก่ ฮ่องกง ไต้หวัน สิงคโปร์ และจีน ขณะที่คอนโดมิเนียมโครงการอื่นก็วางแผนจะนำไปโรดโชว์กับลูกค้าต่างชาติอย่างต่อเนื่อง โดยตั้งเป้ายอดขายตลาดต่างชาติในปีนี้ไว้ถึง 7,500 ล้านบาท เติบโตจากปี 2559 ที่บริษัทสามารถสร้างยอดขายตลาดต่างชาติได้ 5,400 ล้านบาท ถึงเกือบ 40%

ด้าน นายเศรษฐา ทวีสิน กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยในปีนี้คาดว่าจะเติบโต 5-10% ซึ่งขณะนี้มีสัญญาณหลายอย่างดีขึ้น ส่วนเรื่องที่กังวลก็คือเรื่องมหภาค หนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง เป็นตัวกดดันตลาดไม่ให้ดีจนเกินเหตุ แต่ถือว่าเป็นตลาดโตแบบมีเสถียรภาพ อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าปัจจัยภายนอกประเทศค่อนข้างมีความเสี่ยง ขณะที่ปัจจัยในประเทศมีความชัดเจนมากขึ้น ทั้งเรื่องการเมือง การลงทุนของภาครัฐ ซึ่งพยายามผลักดันให้เกิดโดยเร็ว หากรัฐบาลลงทุนได้ดีก็จะทำให้รายได้ของประชาชนเพิ่มขึ้น กำลังซื้อก็เพิ่มขึ้นตามมา

“ผมมองว่าการจะเพิ่มกำลังซื้อหรือใช้มาตรการกระตุ้นก็ควรดูให้ครบวงจร ดูให้เหมาะสม ไม่ใช่พุ่งเป้ามาที่อสังหาฯ เพื่อให้ขายบ้านได้ หรือมุ่งช่วยกลุ่มไหนเป็นพิเศษ แต่ไปกระทบกับเซกเมนท์อื่น กระทบวินัยการเงินการคลัง ซึ่งมีหลายเซกเมนท์ที่ควรได้รับความช่วยเหลือ เช่น เอสเอ็มอี หากธุรกิจเหล่านี้รอดเติบโตได้ดี เศรษฐกิจโดยรวมดี สุดท้ายก็ต้องซื้อบ้าน เพราะบ้านเป็นปัจจัย 4 ตลาดอสังหาฯ ก็ดีตามไปด้วย” นายเศรษฐากล่าว


เปิดอ่าน
5 อันดับข่าวเศรษฐกิจฮิต