โดนัลด์ เจ ทรัมป์, ทรัมป์, นัยสำคัญ, ของ, ชัยชนะ, แบบ, ทรัม, ต่อ, ประชาธิปไตย, กลับบ้าน

รายงานพิเศษ > บทวิจารณ์/ความเห็น  :  28 พ.ย. 2559

นัยสำคัญของชัยชนะแบบทรัมป์ต่อประชาธิปไตย

ชัยชนะถล่มทลายพลิกความคาดหมายของทรัมป์ มีนัยสำคัญต่อประชาธิปไตยของอเมริกาอย่างไร

นัยสำคัญของชัยชนะแบบทรัมป์ต่อประชาธิปไตย          ประชาธิปไตยอันเป็นที่นิยมในหลายประเทศได้เข้าสู่วิกฤตการณ์มาพักหนึ่งแล้ว และเป็นไปได้ด้วยว่า วิกฤตการณ์ที่ว่านี้อาจเป็นสิ่งเดียวกับข้อจำกัดของประชาธิปไตยก็ได้

          ไม่ว่าจะเบรกซิตหรือการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่ผ่านมา ล้วนแต่สำแดงให้เห็นว่า ประชาธิปไตยดั่งที่เราคุ้นเคยนั้น กำลังประสบวิกฤตการณ์เพราะไม่อาจรองรับความแตกแยกระหว่างประชาชนที่เข้มข้นมากขึ้นได้ บ่อยครั้งด้วยที่การเลือกตั้งเป็นเพียงการให้ผู้มีสิทธิลงคะแนนเสียงเลือก ‘ปีศาจที่เลวร้ายน้อยกว่า’

          ฮิลลารี คลินตัน มิได้เป็นที่โปรดปรานของคนจำนวนมาก แม้แต่ในหมู่แฟนคลับพรรคเดโมแครตการขยับขับเคลื่อนไปทางขวาของพรรคเดโมแครตนับตั้งแต่บิล คลินตัน สามีเธอดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีในต้นทศวรรษ 1990 ก็แจ่มแจ้งอยู่พอสมควร ในช่วงต้นของประธานาธิบดีบิล คลินตัน ฮิลลารี คลินตันพยายามเสนอนโยบายประกันสุขภาพทั่วหน้า ทว่าเธอกลับทำไม่สำเร็จ แต่ประเด็นสำคัญอยู่ตรงที่ ในภายหลังเธอถูกกล่าวหาว่ารับเงินจากพวกล็อบบี้เอกชนที่ไม่ประสงค์จะเห็นรัฐบาลเข้ามาทำลายประโยชน์ธุรกิจด้านที่เกี่ยวกับสาธารณสุข จนถึงบัดนี้ ฮิลลารี คลินตันก็ยังไม่อาจแก้คำครหานี้ได้นัยสำคัญของชัยชนะแบบทรัมป์ต่อประชาธิปไตย

          นอกจากนี้ เธอยังเคลื่อนไปสู่ความเป็นขวาทางเศรษฐกิจพอ ๆ กับหรือยิ่งกว่าสามีเธอที่ได้สถาปนา ‘ความตกลงการค้าเสรีอเมริกาเหนือ’ ด้วยครั้นเมื่อเธอดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศในสมัยแรกของบารัค โอบามา เธอก็พิสูจน์ให้เห็นว่า สิ่งที่เธอประสงค์คือ ‘ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิค’ ที่ทรัมป์เพิ่งประกาศไปหมาด ๆ ว่า จะยกเลิกทันทีเมื่อเข้าทำเนียบขาว

          แฟนพันธุ์แท้เดโมแครตที่ยังพอมีหวังกับพรรคบ้าง ก็ประสบความฝันสลายเมื่อเบอร์นี แซนเดอร์ส ผู้ซึ่งพยายามปลุกอุดมการณ์นิวดีลของแฟรงกลิน ดีลาโน รุสเวลท์ เพื่อให้รัฐเข้ามาแก้ไขปัญหาปากท้องและคุณภาพชีวิตของประชาชนต้องพ่ายแพ้ฮิลลารี คลินตัน

          เอ็ดวาร์ด สโนเดน และวิกิลีคก็เป็นแหล่งเปิดโปงความเลวร้ายของเธอมากขึ้น ที่ เอฟ. บี. ไอ. เริ่มให้ความสนใจแก่ความไม่ชอบมาพากลของมูลนิธิคลินตัน เพราะเกินครึ่งของผู้บริจาคเงินให้มูลนิธิดังกล่าวได้พบปะเธอเป็นการส่วนตัวระหว่างที่เธอดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และการใช้อีเมลของเธอในระหว่างดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีฯ ซึ่งนอกจากจะไม่เป็นไปตามกฎเกณฑ์แล้ว ยังส่อเจตนาสร้างช่องทางการสื่อสารที่จะหลบหลีกการตรวจสอบด้วย ทั้งหมดนี้ เพียงพอให้ผู้คนจำนวนมากสรุปว่า เธอขาดคุณสมบัติที่จะเป็นประธานาธิบดีอย่างแน่นอน

          ในฝั่งของโดนัลด์ ทรัมป์ ความเลวร้ายก็สุดจะพรรณนา ที่ทรัมป์บอกว่ารู้สึกเสียใจกับบทสนทนาล็อคเกอร์รูมก็ไม่น่าจะมีความจริงใจ เพราะประวัติการดูถูกสตรีของทรัมป์ดูจะคงเส้นคงวาเสมอ

          การที่ทรัมป์ล้อเลียนภรรยาของตนว่า กล่าวสุนทรพจน์ได้เหมือนมิเชล โอบามา ทั้ง ๆ ที่ลอกมาจากมิเชล โอบามา แต่สื่อกลับมีอคติไม่ชอบภรรยาของตนเหมือนที่ชอบมิเชล โอบามา ก็หมายความอย่างตรงไปตรงมาว่า พื้นที่ของสตรีในโลกของทรัมป์สวนทางกับประชาธิปไตยที่มีสิทธิสตรีเป็นองค์ประกอบสำคัญ

นัยสำคัญของชัยชนะแบบทรัมป์ต่อประชาธิปไตย

          ความเลวร้ายของทรัมป์ยังประจักษ์ชัดแจ้งในประเด็นการเหยียดชาติเหยียดผิวด้วย ไม่ว่าจะเม็กซิกันหรือมุสลิม ในสายตาของทรัมป์ชาวเม็กซิกันหลายคนคืออาชญากรและในโลกของทรัมป์ มุสลิมส่วนใหญ่แลดูจะเป็นอื่นใดไม่ได้ เว้นแต่ผู้ก่อการร้าย

          การเลือกสตีเฟน เค. แบนนอนผู้บริหารสื่อฝ่ายขวาชาตินิยมผิวขาวสุดโต่ง เป็นหัวหน้ากุนซือทำเนียบขาว และอีกหลายคนในตำแหน่งสำคัญนั้น ก็น่าจะสื่อให้เห็นว่า วาทะแห่งการเหยียดผิวน่าจะแปรเป็นนโยบายภายในและการต่างประเทศได้ไม่น้อย

          อย่างน้อยที่สุด กลุ่มเหยียดผิวที่ทรัมป์ได้ปลุกขึ้น ก็เริ่มก่อกวนคนเชื้อสายเอเชียแล้ว การตะโกนให้ ผู้คนเชื้อสายเอเชีย‘กลับบ้าน’ ในลักษณาการที่คล้ายคลึงกัน นอกจากจะเริ่มส่อเค้าความกร่างของคนผิวขาวกลุ่มนี้แล้ว ยังค่อนข้างเป็นที่ประจักษ์ด้วยว่า คนเหล่านี้มีความเชื่อคล้ายกันอย่างหนักแน่นว่า คนที่มิใช่คนผิวขาวคือสิ่งปนเปื้อนที่เข้ามาแย่งงานของตน

          ในระหว่างที่ริชาร์ด สเปนเซอร์ แห่งสถาบันนโยบายแห่งชาติ สหรัฐฯ กล่าวอย่างขะมักเขม้นถึงชัยชนะของทรัมป์ว่า เปรียบเสมือนการกลับคืนมาของอารยธรรมอารยันอันยิ่งใหญ่ ผู้ฟังที่ชอบอกชอบใจก็พากันยกแขนเหยียดไปข้างหน้าแบบเดียวกับนาซีในสมัยของเยอรมนีที่นำโดยฮิตเลอร์

นัยสำคัญของชัยชนะแบบทรัมป์ต่อประชาธิปไตย          ในด้านการต่างประเทศ สงครามต่อต้านการก่อการร้ายที่บีบบังคับให้สังคมโลกแบ่งฝักแบ่งฝ่ายแบบอดีตประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิลยู. บุช ซึ่งผู้นำไอซิสก็ปรารถนาการแบ่งเช่นนี้ด้วยนั้น เราอาจจะเห็นสงครามต่อต้านการก่อร้ายที่หวนกลับมาในรูปแบบใหม่ที่เข้มข้นกว่าเดิม ยิ่งพม่าสำแดงการกดขี่มุสลิมมากขึ้น โอกาสที่การก่อการร้ายและสงครามต่อต้านการก่อการร้ายจะย้ายมาทางตะวันออกก็น่าจะมากขึ้น

          เช่นเดียวกับหลายประเทศ ประชาธิปไตยสหรัฐฯ ได้ประสบวิกฤตการณ์ขั้นรุนแรงเสียแล้ว เกือบครึ่งหนึ่งของคนที่มีสิทธิเลือกตั้งไม่ไปใช้สิทธิของตน เป็นไปได้ว่า พวกเขาไม่ต้องการยุ่งเกี่ยวกับระบบที่ทำให้เขาต้องเลือกปีศาจที่เลวร้ายน้อยกว่า ทรัมป์จึงได้โอกาสแปลงประชาธิปไตยไปเป็นการฉวยโอกาสทางการเมืองดังที่อริสโตเติลเคยเตือนไว้ ด้วยคะแนนเสียงประมาณร้อยละ 25 ของผู้มีสิทธิลงคะแนนเลือกตั้ง

          ที่ว่าประชาธิปไตยกับสิทธิมนุษยชนเป็นสิ่งเดียวกันนั้น บัดนี้ ใช่ว่าจะจริงไปเสียทั้งหมดแล้ว สิ่งที่สังคมไทยจำต้องเรียนรู้มีอีกมากมาย แต่การเรียนรู้จะบังเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเราเลิกปฏิเสธว่าฮิลลารี คลินตันคือคนดี และทรัมป์เท่านั้นคือคนเลว 

          เราต้องเข้าใจก่อนว่า อะไรทำให้ทรัมป์ชนะเลือกตั้งและฮิลลารี คลินตันแพ้ ปัญหาระดับโครงสร้างคืออะไร เพราะเหตุใดการเมืองการเลือกตั้งดังที่เห็นจึงไม่อาจสะท้อนเจตจำนงร่วมของประชาชนได้ การอ้างว่า ฮิลลารี คลินตันไม่ได้เป็นประธานาธิบดีเพราะระบบเลือกตั้งนับคะแนนคณะผู้เลือกตั้งแต่อย่างเดียวคงไม่ช่วยอะไรมากนัก


เปิดอ่าน