รู้ลึกกับจุฬา, ประกันชีวิต, ก.คลัง, พยาบาล, ค่ารักษาพยาบาล, ประกัน, เอกชน, ดูแล, ข้าราชการ, ต้อง, คิด, ให้, ประกันเอกชน, ดูแลข้าราชการ, ต้องคิดให้ดี

รายงานพิเศษ > บทวิเคราะห์/สกู๊ปพิเศษ  :  12 ธ.ค. 2559

“ประกันเอกชน” ดูแลข้าราชการ ต้องคิดให้ดี

คอลัมน์... รู้ลึกกับจุฬา

 

          จากกรณีปลัดกระทรวงการคลังเปิดเผยเมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน ว่ามีการหารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเรื่องการให้บริษัทประกันเอกชนเข้ามาบริหารเงินค่ารักษาพยาบาลข้าราชการ ในวงเงินประมาณ 7 หมื่นล้านบาท และจะเริ่มทำในเดือนตุลาคม 2560 พร้อมย้ำว่าสิทธิประโยชน์ของข้าราชการต้องไม่ต่ำกว่าเดิม โดยสาเหตุที่กรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลังต้องทำเช่นนี้เพราะต้องการลดการรั่วไหลจากการที่มีข้าราชการเวียนเทียนหาหมอเพื่อให้จ่ายยาราคาแพงจำนวนมากและนำไปขายต่อ

          ล่าสุด เครือข่ายปฏิรูประบบสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ หรือ คสร. ซึ่งเกิดจากการรวมตัวกันของนักวิชาการและข้าราชการหลายฝ่าย แถลงข่าวแสดงความคิดเห็นและนำเสนอทางออกแก่กรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม ที่ผ่านมา ณ ศศนิเวศ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยมีวิทยากรทั้งจากฝั่งข้าราชการและนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านระบบสาธารณสุขของไทยเข้าร่วม

    

          เครือข่ายฯ แสดงความคิดเห็นว่าเป็นไปไม่ได้ที่รัฐบาลจะอ้างว่ายังคงสิทธิให้แก่ข้าราชการเท่าเดิม เพราะการให้เอกชนบริหารงานย่อมมีค่าบริหารจัดการ ค่ากำไรที่จะเอกชนจะหักไปเป็นของตน ทำให้ส่วนที่เหลือย่อมน้อยลง กระทบต่อสิทธิของข้าราชการแน่นอน พร้อมเสนอว่ารัฐควรจัดการตั้งหน่วยตรวจสอบ ระบบติดตามเรื่องนี้ให้พัฒนาขึ้น มิใช่อ้างว่าพอทำไม่ไหวแล้วก็ยกให้เอกชนทำแต่ท่าเดียว

          จากการพูดคุยสอบถามกับ รศ.ดร.นพ.จิรุตม์ ศรีรัตนบัลล์ อาจารย์จากภาควิชาเวชศาสตร์ป้องกันและสังคม คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งทำการศึกษาระบบประกันสุขภาพของไทยมาเป็นเวลานาน ระบุว่า ปัญหาหลักๆ ที่ทำให้รัฐบาลตัดสินใจยกให้เอกชนทำ เป็นเพราะว่าสวัสดิการรักษาข้าราชการไทย พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะใน 2-3 ปีที่ผ่านมา อัตราค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นสูงถึงปีละ 6 เปอร์เซ็นต์ แซงหน้าอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ

          สาเหตุหลักๆ เกิดจากอัตราค่าใช้จ่ายรักษาข้าราชการแบบผู้ป่วยนอก เพราะเป็นบริการแบบ Free For Service หรือจ่ายตามบริการ คนไข้รักษาไปเท่าไร โรงพยาบาลก็จะเบิกไปเท่านั้นตามจริง มีบางรายการเท่านั้นที่กรมบัญชีกลางกำหนดราคาคงที่มา และควบคุมยาที่ใช้รักษาต้องเป็นยาในบัญชียาหลักแห่งชาติ แต่โดยรวมแล้ว มักจะเป็นกระบวนการปลายเปิด

          รศ.ดร.นพ.จิรุตม์ ชี้ว่ามีบางกรณีที่เกิดความหละหลวมในการตรวจสอบ คือมีข้าราชการบางคนเวียนเทียนตระเวนซื้อยาตามโรงพยาบาลต่างๆ แล้วนำไปขายต่อ เมื่อกรมบัญชีกลางจับได้ก็จะเกิดการฟ้องร้องจนเป็นข่าว แต่รศ.ดร.นพ.จิรุตม์ ย้ำว่าปริมาณคนที่ทำเช่นนี้ไม่ได้มากพอจนถึงขั้นที่รัฐบาลจะอ้างว่าให้เอกชนเข้ามาดูแลแทนได้

          “มันก็ไม่ได้เกิดจากการหละหลวมในการควบคุมทั้งหมด คือค่าใช้จ่ายก็เพิ่มขึ้นสูงตามธรรมชาติของสังคมด้วย เพราะทุกวันนี้ไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุแล้ว และจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ข้าราชการบำนาญมีอายุยืนมากขึ้น ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อคนก็ยิ่งเพิ่มสูงขึ้นตาม” รศ.ดร.นพ.จิรุตม์กล่าว

          เมื่อสอบถามว่าเป็นไปได้หรือไม่ที่กระทรวงการคลังมองว่าถ้าให้เอกชน ซึ่งมีประสิทธิภาพมากกว่าเข้ามาบริหารจัดการสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการแทนแล้ว จะช่วยควบคุมค่าใช้จ่ายได้ดี และอาจทำให้งบประมาณการใช้จ่ายต่อไปลดลง รศ.ดร.นพ.จิรุตม์ ชี้ว่าเป็นไปได้ และไม่ใช่เรื่องใหญ่ที่เอกชนจะได้กำไร เพราะเป็นเรื่องวิน-วิน ได้ประโยชน์ทั้งสองฝ่าย คือเอกชนก็ได้กำไรไป ส่วนรัฐบาลก็ลดค่าใช้จ่ายได้

          แต่ข้อจำกัดในเชิงระบบปัจจุบัน อาจทำให้เอกชนไม่สามารถบริหารจัดการได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญกว่า เพราะการมอบให้เอกชนเข้ามาดำเนินการแทนรัฐ จะต้องมีการจัดจ้างภายใต้วงเงินงบประมาณ 7 หมื่นล้านนี้ จากนั้นเอกชนจะนำเงินก้อนนี้ไป แล้วนำไปจ่ายให้สถานพยาบาลภาครัฐ หรือโรงพยาบาลอีกต่อหนึ่ง ส่วนนี้จะต้องระวังให้ดี ถ้าหากเกิดกรณีที่เอกชนได้กำไร แต่โรงพยาบาลรัฐเกิดความเสียหาย ขาดทุน จะเกิดข้อร้องเรียนและฟ้องร้องได้ว่ารัฐทำสัญญาแบบไหนถึงทำให้ตนเองเสียหาย

          “จากเดิมที่เป็นรัฐต่อรัฐจัดการกันเอง ถ้าให้เอกชนทำปุ๊บแล้วรัฐขาดทุน ซึ่งอาจไม่ได้กำหนดในสัญญาเอกชน มันจะเกิดปัญหาทางกฎหมายขึ้น แล้วถ้าเกิดกรณีร้องเรียน มีการปฏิเสธจ่าย โรงพยาบาลรัฐจะไปร้องเรียนกับใคร คือมันต้องมีแนวทางว่าจะทำอย่างไรถ้าเงินมากขนาดนี้ เรื่องพวกนี้มันเกิดขึ้นได้และจะทำให้ระบบวุ่นวาย นอกจากนี้ถ้าเปลี่ยนระบบใหม่ก็ต้องอาศัยคน ซึ่งไทยก็ไม่ได้มีหมอเหลือเฟือให้มานั่งทำเอกสาร แล้วระยะเวลาสั้นๆ ไม่ถึงปีจะเตรียมการทันได้อย่างไร” รศ.ดร.นพ.จิรุตม์ระบุ

          รศ.ดร.นพ.จิรุตม์ ยังตั้งคำถามต่ออีกว่า หากเอกชนคุมเงินไม่ได้จะทำอย่างไร เช่นมีการดำเนินการไปแล้ว 2 ปีพบว่าขาดทุน ปีถัดมาเอกชนจึงยื่นขอเสนองบประมาณ 8 หมื่นล้าน รัฐบาลจะต้องทำอย่างไร หากปฏิเสธ เอกชนก็สามารถยกเลิกสัญญา ไม่ขอดำเนินการต่อ ทำให้ภาระทั้งหมดกลับมาที่กรมบัญชีกลางอีกครั้ง

          “คือต้องคิดถึงกรณีแย่สุดๆ ไว้ด้วยว่าถ้าเอกชนทำไม่ได้เราจะทำอย่างไรต่อ ถ้าเขาทำแล้วเขาพบว่าตนเองขาดทุน 2 ปี เขาก็เลิกทำแล้วก็ลอยตัว แต่ภาระหลังจากนั้นมันจะกลับมาอยู่กับรัฐ แล้วข้าราชการกับผู้มีสิทธิจะทำอย่างไร ตรงนี้เป็นเรื่องใหญ่แต่ไม่มีใครพูดถึง”

          ?นอกจากนี้ การดำเนินงานด้านสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ ยังมีผลต่อหลักประกันสุขภาพโดยรวมของประเทศ ซึ่งจะต้องนำมาบูรณาการร่วมกัน ไม่ใช่แยกกันเป็นสองระบบ เพราะจะทำให้หน้างานในสถานรักษาพยาบาลของรัฐเกิดความวุ่นวายอย่างมหาศาล รศ.ดร.นพ.จิรุตม์ทิ้งท้ายไว้

 

 


เปิดอ่าน